เขาพระสุเมรุ แนวคิดเรื่องจักรวาลตามคติพราหมณ์ ความเชื่อเรื่องพุทธจักรวาลของคนไทย [ตำนานเขาพระสุเมรุ]

ตามคติพราหมณ์นั้น เขาพระสุเมรุ เป็นภูเขาที่เป็นหลักของโลก (โดยมี “ปลาอานนท์” หนุนอยู่) ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของโลกหรือจักรวาลอันยิ่งใหญ่  เป็นที่อยู่ของสิ่งมีวิญญาณในภพและภูมิต่างๆ  ตามตำนานกล่าวว่า พระอิศวรทรงสร้างน้ำด้วยพระเสโท (เหงื่อ) สร้างแผ่นดินด้วยเมโท (ไคล) ของพระองค์ (บางตำนานว่าทรงสำรอกพระมังสะในพระอุระออกมาบันดาลให้เป็นแผ่นดิน) พระอิศวรมีพระประสงค์จะประดิษฐานภูเขาใหญ่ให้เป็นหลักของโลก จึงทรงเอา พระจุฑามณี (ปิ่นปักผม) ปักลงที่ใจกลางของพื้นภพ บันดาลให้เป็น เขาพระสุเมรุ แล้วเอา พระสังวาลมาสร้างเป็นทิวเขาสวมรอยเขาพระสุเมรุอีก 7 ทิว เรียกว่า สัตบริภัณฑคีรี เพื่อให้เป็นที่อาศัยของทวยเทพทั้งหลาย 

mount-sumeru

ภาพที่ 1 ประติมากรรมเขาพระสุเมรุจำลอง สร้างจากทองแดง ในสมัยราชวงศ์หมิง  ณ วัดหยงเหอ ปักกิ่ง

จากข้อมูลใน วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ซึ่งอ้างอิง “ไตรภูมิพระร่วง” วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สะท้อนแนวคิดพุทธจักรวาลเอาไว้ (เอกสารและคัมภีร์ต่างๆ มีกล่าวแตกต่างกันในรายละเอียด) กล่าวถึงโครงสร้างของเขาพระสุเมรุ หรือโครงสร้างจักรวาลตามคติพราหมณ์ ดังนี้

เขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่เหนือพื้นน้ำ 84,000 โยชน์ ใต้เขาพระสุเมรุมีภูเขารองรับเป็นฐาน 3 ลูก เรียกว่า ตรีกูฏ (สามเส้าหรือสามยอด) มีภูเขาล้อมรอบ 7 ทิว เรียกว่า “สัณบริภัณฑคีรี” มีความสูงลดหลั่นกันลงไปทีละครึ่ง เป็นที่สถิตของเทวดาจตุมหาราชิก และบริวาร แต่ละทิวเขาคั่นด้วยแม่น้ำทั้งเจ็ด โดยทิวเขาทั้งเจ็ด ได้แก่ ทิวเขายุคนธร (ขอบเขาพระสุเมรุ เป็นที่ของพระอาทิตย์และพระจันทร์), กรวิก (นกกรวิก), อิสินธร (มหิทสรเทวบุตร),  สุทัศนะ (ว่านยาวิเศษ), เนมินธร (ปทุมชาติขนาดใหญ่), วินันตก (มารดาพญาครุฑ) และอัสกัณ (ไม้กำยาน) ถัดออกไปเป็น มหานทีสีทันดร ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ โดยมีเกาะหรือมหาทวีปอยู่ตรงทิศทั้งสี่ ของเขาพระสุเมรุ (ในมหาทวีปทั้ง 4 ยังมีทวีปน้อยๆ เป็นบริวารอีก 2000 ทวีป) คือ 
           – อุตตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือ มีมหาสมุทร ชื่อ ปิตสาคร มีน้ำสีเหลือง
           – บุรพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออก มีมหาสมุทร ชื่อ ขีรสาคร เกษียรสมุทร น้ำสีขาว (มีตำนาน กวนเกษียรสมุทร)
           – ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ มีมหาสมุทร ชื่อ นิลสาคร มีน้ำสีเขียว
           – อมรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตก มีมหาสมุทร ชื่อ ผลิกสาคร มีน้ำใสสะอาดเหมือนแก้วผลึก
ถัดจาก มหานทีสีทันดร จะมีภูเขาเหล็กกั้นทะเลนี้ไว้รอบ เรียกว่า “ขอบจักรวาล” พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล (ดูภาพที่ 2 ประกอบ)

sumeru-modelภาพที่ 2  การจำลองภาพสันนิษฐานจักรวาลตามคติไตรภูมิในพุทธศาสนา
ที่มา : ธวัชชัย  องค์วุฒิเวทย์, วิไลรัตน์  ยังรอด. ท่องเที่ยว-เรียนรู้ อยุธยา. (กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพรส, 2550), หน้า 80.

ชมพูทวีป คือ อินเดีย อยู่ตอนใต้เขาพระสุเมรุ รูปเหมือนเกวียน มีต้นไม้หว้ามาก ในทวีปนี้ ด้านตะวันออกมีต้นชุมพู่ (บ้างก็เรียกไม้หว้า) สูง 1000 โยชน์ กว้างโดยรอบ 1000 โยชน์ น้ำของชมพู่ไหลลงมาเป็นแม่น้ำสู่ทิศตะวันตก เป็นน้ำกายสิทธิ์ ถูกสิ่งใดสิ่งนั้นกลายเป็นสีทอง มีนามว่า พังครนที เป็นน้ำไหล ลงมาเป็นแม่น้ำชมพู ประชาชนใช้น้ำนี้กินไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีกลิ่นตัว ไม่รู้สึกเหนื่อย และไม่ชรา น้ำลาดดินสองข้างฝั่ง ได้รับโอชะดูดน้ำชมพู่ไว้ต้องลม โชยงวดเป็นทอง เรียกว่า ทองชมพูนุช ซึ่งพวกนักสิทธิ์เอาไปทำเป็น เครื่องประดับ 

ปุพพวิเทหทวีป ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเขาพระสุเมรุ มีรุกเหมือนพระจันทร์ เต็มดวง เนื้อที่กว้าง 7000 โยชน์ มีเกาะ 400 เกาะ คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ 

อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเขาพระสุเมรุ มีรูปเหมือนพระจันทร์ ครึ่งซีก เป็นแผ่นดินกว้าง 9000 โยชน์ ประกอบด้วยเกาะ และแม่น้ำใหญ่น้อย มีไม้กระทุ่มประจำทวีปนี้ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรม จมูกโด่ง คางแหลม 

อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางเหนือเขาพระสุเมรุ มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้อที่กว้าง 8,000 โยชน์ เป็นที่ราบ มีต้นไม้นานาชนิด คนรูปร่างงาม ในแผ่นดินอุตรกุรุมีต้นกัลปพฤกษ์ต้นหนึ่ง ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ 

เหนือเขาพระสุเมรุขึ้นไปนี้ มีไพชยนต์ปราสาทตั้งอยู่กลางสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนครแห่งเทพที่ชื่อนครไตรตรึงษ์ มีพระอินทร์เทวราชเป็นผู้ปกครองทำหน้าที่เป็นเทวราชผู้อภิบาลโลก และพิทักษ์คุณธรรมให้แก่มนุษย์ ตรงกลางไพชยนต์มหาปราสาท เป็นที่ประดิษฐานแท่นบัณฑุกัมพลอันเป็นทิพยอาสน์ ในยามที่โลกเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย ทิพยอาสน์นี้จะแข็งดั่งศิลาเพื่อบอกให้พระอินทร์ทราบและลงมาช่วยเหลือมนุษย์ 

องค์ประกอบของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่สูงจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกภูมิ 46,000 โยชน์ มีนครไตรตรึงษ์ เมืองของพระอินทร์อยู่ตรงกลาง เมืองนี้กว้าง 8,000,000 วา มีปรางค์ปราสาทแก้ว มีกำแพงแก้ว มีประตูทองประดับแก้ว 7 ประการ เมื่อเปิดประตูจะได้ยินเสียงดนตรีไพเราะ กลางนครไตรตรึงษ์มีไพชยนต์วิมานที่ประทับของพระอินทร์ สูง 25,600,000 วา ประดับด้วยสัตตพิพิธรัตนะหรือแก้ว 7 ประการที่งดงาม ประกอบด้วยเชิงชั้นชาลา 100 ชาลา แต่ละชาลามีวิมานได้ 700 วิมาน วิมานหนึ่งมีนางอัปสร 7 องค์ นอกจากพระอินทร์ที่เป็นเจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วยังมีเทวดาอีก 32 องค์ครองเมือง 32 เมืองอยู่รอบนครไตรตรึงษ์

     1. ทิศตะวันออกของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ นันทอุทยาน มีต้นไม้ดอกไม้วิเศษ เป็นที่พักผ่อนของเหล่าเทวดา ใกล้อุทยานมีสระใหญ่ชื่อ นันทาโบกขรณี และจุลนันทาโบกขรณี น้ำในสระทั้งสองนี้ใสงามดังแก้วอินทนิล ริมฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้วรัศมีรุ่งเรือง 2 แผ่น ชื่อ “นันทาปริถิปาสาณ” และ “จุลนันทาปาริถิปาสาณ”
     2. ทิศใต้ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ ผรุสกวัน แปลว่าสวนมะปราง มีสระใหญ่ชื่อภัทราโบกขรณี และสุภัทราโบรขรณี ที่ฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว 2 แผ่น ชื่อ “ภัทราปริถิปาสาณ” และ “สุภัทราปริถิปาสาณ”
     3. ทิศตะวันตกของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ จิตรลดาวัน แปลว่างามไปด้วยไม้เถา มีสระใหญ่ชื่อจิตรโบกขรณี และจุลจิตรโบรขรณี ที่ฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว 2 แผ่น ชื่อ “จิตรปปาสาณ” และ “จุลจิตรปาสาณ”
     4. ทิศเหนือของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ สักกวัน มีสระใหญ่ชื่อ ธรรมาโบกขรณี และสุธรรมาโบกขรณี ที่ฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว 2 แผ่น ชื่อ “ธรรมาปริถิปาสาณ” และ “สุธรรมาปริถิปาสาณ”
     5. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ บุณฑริกวัน มีไม้ทองหลางใหญ่ชื่อปาริชาติกัลปพฤกษ์ ใต้ต้นกัลปพฤกษ์มีแท่นศิลาแก้วชื่อบัณฑุกัมพล เป็นแท่นสีแดงเข้มดังดอกชบาและอ่อนดังฟูกผ้า ใกล้กันมีศาลาสุธรรมเทพสภา เป็นที่ประชุมและฟังธรรมของเทวดา
    6. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีเจดีย์จุฬามณี ประดับด้วยทองและแก้ว 7 ประการ มีกำแพงทอง 4 ด้าน ประดับด้วยธงประฏาก ธงไชย และกลดชุมสาย คือ กลดทำด้วยผ้าตาดทองมีสายห้อยเป็นระย้าอยู่รอบ ๆ มีเทวดาประโคมดนตรีถวายพระเจดีย์อยู่เสมอ และพระอินทร์จะเสด็จยังเจดีย์จุฬามณีนี้บ่อย ๆ

ทั้งนี้ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ป็นสวรรค์ชั้นหนึ่ง ของ ฉกามาพจร (สวรรค์ที่เกี่ยวข้องกับความรัก) สวรรค์ฉกามาพจร มีดังนี้ 
          1. จตุมหาราชิก เป็นที่อยู่ของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 มี “ท้าวกุเวร” (บางทีเรียกว่า ท้าวเวสสุวรรณ) รักษาทางทิศอุดร มีพวกยักษ์เป็นบริวาร “ท้าวธตรฐ” รักษาทางทิศบูรพา มีพวกคนธรรพ์เป็นบริวาร “ท้าววิรุฬหก” รักษาทางทิศทักษิณ มี พวกุมภัณฑ์ (อสูรจำพวกหนึ่ง) เป็นบริวาร “ท้าววิรุฬปักษ์” รักษาทางทิศประจิม มีฝูงนาคเป็นบริวาร 
          2. ดาวดึงส์ มีวิมานอยู่บนเขาพระสุเมรุ มีพระอินทร์เป็นใหญ่ 
          3. ยามา มีท้าวสยามเทวราชปกครอง 
          4. ดุสิต มีท้าวสันนุสิต เป็นใหญ่ สวรรค์ชั้นนี้กล่าวกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ คือ เป็นที่เกิดแห่งพระโพธิสัตว์ในชาติที่กำลังบำเพ็ญบารมี และยังเป็นสวรรค์ชั้น ที่พุทธบิดามารดา และผู้มีบุญวาสนาอื่นๆ อีกมาก เคยถือกำเนิดเป็นเทวดา ในสวรรค์ชั้นนี้ ในวรรณคดีไทยกล่าวถึงสวรรค์ชั้นนี้มาก 
          5. นิมมานรดี มีท้าวสุนิมมิตปกครอง เทวดาผู้สถิตในสวรรค์ชั้นนี้มีบุญญานุภาพ มาก มีความประสงค์สิ่งใด ก็เนรมิตได้สมความปราถนา
          6. ปรนิมมิตวสวัสดี มีท้าวปรินิมมิตวสวัสดี ปกครอง สวรรค์ชั้นนี้มีความเป็นอยู่ สุขสบายกว่าทุกชั้น แม้จะเนรมิตอะไร ก็มีเทวดาชั้นที่ 5 เนรมิตให้ มีป่าหิมพานต์ เป็นที่อยู่ของ “สัตว์หิมพานต์” ชนิดต่าง ๆ มีสระอยู่ 7 สระ คือ สระอโนดาต มันทากินี กุณาล สหัปปดาต กัณมุณฑ์ รดาการ ฉัททันต์ สระที่รู้จักกันดีคือ สระอโนดาต มีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก คือ
              – เขาสุทัศนกูฏ ซึ่งล้วนไปด้วยทอง
              – เขาจิตรกูฏ ซึ่งล้วนไปด้วยแก้ว
              – เขากาลกูฏ ล้วนแล้วด้วยนิลมณี
              – เขาไกรลาส ล้วนแล้วด้วยเงิน ที่สถิตของพระอิศวร
              – คันธมาทกูฏ ล้วนแล้วด้วยแก้วมณีและพันธ์ไม้หอมต่างๆ บางชนิดดอกหอม บางชนิดเปลือกหอม บางชนิดยางหมอ บางชนิดรากหอม เขานี้ ถ้าเดือนมืดจะแลเห็นรุ่งเรือง เหมือนถ่านเพลิงอันลุกโชน ถ้าเดือนหงาย ก็เรืองเหมือนไฟไหม้ป่า ส่วนที่เชิงเขามีผาชะโงก เรียกว่า นันทมูล เป็นที่ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายโปรดประทับ มีถ้ำคูหา 3 แห่ง คือ สุวรรณคูหา มณีคูหา และรัชฏคูหา 

 น้ำในสระอโนดาตใสสะอาด และเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ สระนี้มีท่าน้ำอยู่ 4 ท่า เป็นที่อาบน้ำของเทวดาและเทพธิดาท่าหนึ่ง พระปัจจเจกพุทธเจ้าท่าหนึ่ง ฤาษีวิทยาธรท่าหนึ่ง และพระอรหันต์ท่าหนึ่ง น้ำในสระอโนดาตนี้ไหลออกตามซอกภูเขาที่อยู่รอบ 4 ทิศ ภูเขานี้มีรูปปากช่อง เป็นหน้าสิงห์ หน้าช้าง หน้าม้า และหน้าวัว

ก. น้ำที่ไหลออกทางเขาหน้าสิงห์ ผ่านไปทางแดนตะวันออกของเขาหิมพานต์ อันเป็นที่อยู่ของราชสีห์ 4 ชนิด คือ
     – ติณราชสีห์ กินหญ้าเป็นอาหาร รูปร่างคล้ายวัว ขนสีหม่น หรือมัว
     – กาฬราชสีห์ มีขนสีดำ รูปร่างคล้ายวัว กินเนื้อเป็นอาหาร
     – บัณฑูสุรมฤคราชสีห์ มีขนสีเหลือง เลื่อมงาม รูปร่างเหมือนสองชนิดแรก ที่ปลายเท้าและปากเป็นสีแดงตัดกันที่กลางหลัง ที่สะโพก โคนขามีขนรอบเวียนทักษิณาวัฏ (เวียนขวา) มีขนปกคลุมคอสีแดง เสพสัตว์เป็นอาหาร
     – ไกรสรราชสีห์ มีขนแผงคอ ริมฝีปาก ขนหาง และเล็บเป็น สีแดงดั่งผ้ารัตนกัมพล เป็นสัตว์ที่มีพละกำลังแรงกล้า เป็นนักล่าชั้นเยี่ยมและกินสัตว์ใหญ่น้อยเป็นอาหาร

ข. น้ำที่ไหลออกทางเขาหน้าช้าง น้ำเป็นสีเหลือง ผ่านแดน อันเป็นที่อาศัยของช้างตระกูลต่างๆ 10 ตระกูล คือ 
              1. กาฬวกหัตถี สีดำ เกิดที่เขากาฬคีรี 
              2. คังไคยหัตถี สีน้ำ เกิดใกล้แม่น้ำคงคา 
              3. บัณฑรหัตถี สีเหลือง หรือขาวสะอาด 
              4. ตามพหัตถี สีทองแดง 
              5. ปิงคลหัตถี สีจำปาหรือน้ำตาล 
              6. คันธหัตถี ช้างตระกูลนี้กลิ่นหอม สีไม้กฤษณา 
              7. มังคลหัตถี กิริยาท่าเดินงดงาม สีนิลอัญชัญ 
              8. เหมหัตถี สีทอง 
              9. อุโปสถหัตถี สีทอง 
              10. ฉัททันตหัตถี สีขาวบริสุทธิ์ มีปากและเท้าแดง
ค. น้ำที่ไหลออกทางเขาหน้าม้า น้ำเป็นสีเขียว ผ่านเป็นแม่น้ำสินธุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของม้าสินธพ
ง. น้ำที่ไหลออกทางเขาหน้าวัว จะกลายเป็นแม่น้ำ 5 สาย เรียกว่า ปัญจมหานที คือ คงคา ยมนา อจิรวดี สรภู และมหิ

ความรู้เพิ่มเติม : รายละเอียดเขาพระสุเมรุ ที่มีบรรยายไว้แตกต่างกัน
คัมภีร์ส่วนมากกล่าวตรงกันว่า เขาพระสุเมรุ เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ถูกล้อมรอบ ด้วยเขาสัตบริภัณฑ์และนทีสีทันดร แต่รายละเอียดของเขาพระสุเมรุแต่ละคัมภีร์ บรรยายความแตกต่างกันอยู่บ้าง ดังนี้

1. คัมภีร์ โลกบัญญัติ “…ภูเขาหลวงสิเนรุอยู่ท่ามกลางมหาปฐพีนี้…เกิดดีมีสัณฐานดี เป็น สี่เหลี่ยมจัตุรัส…ด้านตะวันออกล้วนแล้วด้วยทอง ด้านตะวันตกล้วนแล้ว ด้วยเงิน ด้านเหนือล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรณ์ ด้านใต้ล้วนแล้วด้วยแก้ว ผลึก…”
2. คัมภีร์ อรุณวดีสูตร “…ภูเขาสิเนรุเป็นภูเขาที่สูงที่สุด ด้านทิศตะวันออกเป็นเงิน ด้านทิศใต้ เป็นแก้วอินทนิล ด้านทิศตะวันตกเป็นแก้วผลึก ด้านทิศเหนือเป็นทอง …(มีรูปร่าง)ประดุจตะโพน…”
3. คัมภีร์ ไตรภูมิพระร่วง “…เขาพระสุเมรุนั้นแลกลมไส้…ด้านฝ่ายตะวันออก…เทียรย่อมเงิน ด้านหัวนอนพระสุเมรุราช เทียรย่อมแก้วอินทนิลฯ ด้านตะวันตก…เทียร ย่อมแก้วผลึกรัตนะฯ ด้านตีนนอนพระสุเมรุราช เทียรย่อมทอง…มีเขา 3 อันประดุจก้อนเส้าแต่งรองตีนเขาพระสุเมรุราช…”
4. คัมภีร์ โลกัปปทีปกสาร “…ภูเขาสิเนรุนั้นมีสัณฐานกลม…ตั้งอยู่บนท่อนเสา 3 ฐาน…ด้าน ตะวันออกเป็นสีเงิน ด้านใต้เป็นสีแก้วอินทนิล ด้านตะวันตกเป็นสีแก้ว ผลึก ด้านเหนือเป็นสีทอง…”
5. คัมภีร์ จักกวาฬทีปนี อ้างตามคัมภีร์ฎีกาชินาลังการว่าภูเขาสิเนรุนั้นกลมไม่เป็นสี่เหลี่ยม และ อ้างตามคัมภีร์โลกบัญญัติและโลกัปปทีปกสารว่ามีสัณฐานเหมือน ตะโพน นอกจากนี้ยังระบุว่า “…ข้างทั้งสี่ของภูเขาสิเนรุนั้นหลาก ๆ กัน …ข้างทิศตะวันออกของภูเขาสิเนรุสำเร็จด้วยเงิน, ข้างทิศใต้สำเร็จด้วยแก้วมณี, ข้างทิศตะวันตกสำเร็จด้วยแก้วผลึก ข้างทิศเหนือสำเร็จด้วยทอง…”
6. คัมภีร์ โลกสัณฐานโชตรตนคัณฐี “…ภูเขาสิเนรุนั้นเป็นภูเขาที่สูงที่สุด… ด้านทิศตะวันออกเป็นเงิน ทิศใต้เป็นสีแก้วอินทนิล ทิศตะวันตกเป็นสีแก้วผลึก ทิศเหนือเป็นสีทอง… เป็นภูเขาที่สูงที่สุด กลม มีสัณฐานเหมือนตะโพน…”

เรียบเรียงข้อมูลจาก : 
1. th.wikipedia.org/wiki/เขาพระสุเมรุ
2. http://www.baanmaha.com/community/thread36233.html
3. วารสาร สควค. ฉบับที่ 9 หน้าที่ 9 เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2551

ภาพประกอบจาก :
ภาพที่ 1 : http://upic.me/i/5z/mount-xumi.jpg
ภาพที่ 2 : http://www.sri.cmu.ac.th/~elanna/symbollanna/images/study_page04_image01.jpg



3 Comments

  1. ด.ญ.ณัฐสุดา แจ่มจำรัส says:

    เขาพระสุเมรุ น่าสนใจมาก

  2. อดิเทพ says:

    ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้จักเรื่องราวของเขาพระสุเมรุ

Leave a Comment